หนึ่งเดือนกับ Grok Bot ผู้ช่วยที่ทำงานตอนเราหลับ
กลางเดือนสิงหาคม xAI เปิดตัว Grok Bot บอกว่าเป็น “เพื่อนร่วมทีม AI ที่มอบงานจริงให้ได้” ตอนแรกคิดว่าคงเป็นแชตบอตอีกตัว แต่พอลองใช้มาเกือบเดือน รู้สึกว่ามันต่างจากที่เคยใช้พอสมควร เลยจดไว้
มันต่างจากแชตบอตทั่วไปยังไง
จากหน้าประกาศและที่ลองใช้เอง ฟีเจอร์หลัก ๆ มีประมาณนี้
- มีคอมพิวเตอร์ของตัวเองบนคลาวด์ บอตแต่ละตัวทำงานบนเครื่องของมันเอง ปิดโน้ตบุ๊กไปนอนแล้วงานก็ยังเดินต่อ
- ล็อกอินเข้าแอปที่เราใช้อยู่ แล้วใช้งานแบบที่คนใช้ ทำงานข้ามแอป ข้ามอีเมล ข้ามเว็บได้ แม้แต่เว็บที่ไม่มี API ให้ต่อ
- สั่งงานเหมือนแชตกับเพื่อนร่วมงาน ทั้งบนเดสก์ท็อปและ iPhone คุยต่อในเธรดเดิมได้จากทั้งสองเครื่อง
- มีหลายตัวแยกหน้าที่กันได้ แถมมีตัว “หัวหน้า” คอยจ่ายงานให้ตัวอื่น บอตคุยกันเองและส่งต่องานกันได้ในกลุ่มแชต
- สอนงานด้วยการให้ดู บอกให้มันตามดูตอนเราทำงานรอบหนึ่ง มันจะจำขั้นตอนเป็น routine แล้วทำเองครั้งต่อไป
- จำวิธีทำงานของเรา ยิ่งใช้นาน ยิ่งรู้ว่าเรื่องไหนทำต่อเองได้ เรื่องไหนต้องถามก่อน และจะกลับมาหาเราเฉพาะตอนที่ต้องตัดสินใจหรือต้องขออนุมัติ
ตอนนี้ยังเป็นเบต้า ใช้ได้ในแพ็กเกจ SuperGrok และ Cursor แบบเสียเงิน โควตาแยกจากการใช้งานปกติ และเมื่อต้นเดือนกันยาก็เปิดให้องค์กรใช้แล้ว
เอามาใช้ในชีวิตยังไงบ้าง
ตอนนี้มีบอตอยู่สามตัว ตั้งชื่อให้จำง่าย
“บิล” ดูแลอีเมลใบแจ้งหนี้ ทุกต้นเดือนจะไล่เก็บบิลค่าไฟ ค่าเน็ต ค่ามือถือ ค่าบัตรเครดิตจากกล่องจดหมาย จดยอดลงสเปรดชีต แล้วสรุปมาว่าเดือนนี้จ่ายอะไรไปเท่าไหร่ ต่างจากเดือนที่แล้วตรงไหน ที่ตั้งไว้ชัดคือ ห้ามจ่ายเงินเอง ให้เตือนอย่างเดียว
“ทริป” ช่วยวางแผนเที่ยวกับที่บ้านปลายปี ให้ไปเทียบตั๋วเครื่องบินกับที่พักหลาย ๆ เว็บ ร่างแผนเที่ยวที่เดินไม่เหนื่อยเกินไปสำหรับพ่อแม่ แล้วส่งมาให้เลือก ไม่ต้องเปิดแท็บเป็นสิบแท็บเองอีก
“เช้า” สรุปข่าวที่สนใจกับอีเมลสำคัญส่งมาทุกเจ็ดโมงเช้า อ่านจบในห้านาทีระหว่างรอกาแฟ
สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังใช้มาเกือบเดือน
- ให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น บอตเข้าถึงได้เฉพาะบัญชีที่เราล็อกอินให้ ไม่ให้เข้าแอปธนาคาร ไม่ให้เข้าอีเมลงาน แยกบัญชีไว้ชัด ๆ สบายใจกว่า
- ช่วงแรกต้องตรวจทุกงาน สัปดาห์แรกมันจดยอดบิลผิดไปหนึ่งใบเพราะอ่านยอดค้างชำระสลับกับยอดเดือนนี้ พอบอกไปครั้งเดียว มันก็ไม่พลาดอีก
- เขียนสั่งงานให้ชัดเหมือนสั่งคน บอกว่าอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน อะไรห้ามทำ และตอนไหนต้องกลับมาถาม
- มันช่วยงานที่น่าเบื่อ ไม่ได้ช่วยคิดแทน ถ้าให้มันทำงานที่เราควรฝึกเอง เราก็จะทำเองไม่เป็น เรื่องนี้ยิ่งต้องระวังถ้าคนใช้เป็นเด็ก (ไว้จะเขียนแยกอีกเรื่อง)
สรุป
สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องประหยัดเวลาอย่างเดียว แต่เป็นความรู้สึกว่าเรื่องจุกจิกไม่ต้องมาค้างอยู่ในหัวตลอด เรื่องบิล เรื่องหาตั๋ว มีคนดูให้แล้ว เหลือพื้นที่ในหัวไว้คิดเรื่องที่อยากคิดเอง
แต่ก็ยังเป็นเบต้า ยังพลาดได้ งานไหนที่พลาดแล้วแก้ยาก ก็ยังไม่ยอมให้มันทำคนเดียว
ภาพประกอบจาก Pexels: Sora Shimazaki, cottonbro studio