December 23, 2015

รีวิว Apple Watch จากการใช้งานจริง คนแบบไหน ไลฟ์สไตล์แบบไหนจึงเหมาะกับ Apple Watch


ที่มา: http://news.iapplefan.com

เท่าที่คุยกับแฟน Apple หลายคน พบว่าแทบทุกคนยังลังเลอยู่ว่าจะซื้อ Apple Watch มาใช้ดีไหม แม้แต่ตัวผมเองก็ยังลังเล อาจเพราะ Apple เปิดตัวสินค้าได้ไม่น่าสนใจ และไม่รู้ว่าจะมีมันไปทำไม

ก่อนหน้านี้ผมสงสัย และลังเลอยู่นานมาก ว่าจะใช้ Apple Watch ดีไหม? ตามอ่านรีวิวหลายต่อหลายที่ สุดท้ายวิธีตอบข้อสงสัยที่ผมรู้สึกดีที่สุดในฐานะแฟน Apple คนหนึ่งก็คือ ซื้อมาใช้เองซะเลย ซึ่งหลังจากใช้ Apple Watch ไปได้สักพัก ก็คลายข้อสงสัยผมไปหลายอย่าง และต่อไปนี้คือคำตอบของคำถามที่ผมสงสัย รวมถึงคำถามต่างๆ จากคนรอบข้างด้วย ว่าทำไม ไลฟ์สไตล์ และนิสัยในการใช้งานแบบผมถึงรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไรที่ใช้ Apple Watch

รีวิวนี้ เขียนโดยอิงจากไลฟ์สไตล์ และจริตส่วนตัวของผมโดยเฉพาะ ไม่ได้เปรียบเทียบกับยี่ห้ออื่น หรือความต้องการ ความชอบของคนอื่น ดังนั้นหากอ่านแล้วพบว่า มันไม่ใช่อย่างที่ผมรีวิวไว้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรครับ :)


คำถาม: ใช้ Apple Watch แล้วมันช่วยให้ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้นไหม?

คำตอบ: ใช่ สะดวกสบายขึ้น ส่วนจะมากหรือน้อย อันนี้แล้วแต่ความคาดหวังของแต่ละคน ใครต้องการในสิ่งที่ AppleWatch ให้ไม่ได้ ก็คือไม่สะดวกสบายขึ้น ส่วนใครที่พอใจในสิ่งที่ Apple Watch ให้ได้ก็คือสะดวกสบายขึ้น บางคนคิดว่ามากขึ้นเท่านี้ยังไม่น่าซื้อมาใช้ บางคนคิดว่าดีขึ้นเท่านี้ ก็น่าซื้อมาใช้แล้ว แต่ละคนก็มีเส้นวัดเป็นของตัวเอง ส่วนสำหรับผมถือว่า Apple Watch ผ่านเส้นวัดนั้นแล้ว

คำถาม: เรื่องแบตเตอรี่ที่ต้องชาร์จทุกวัน มันเป็นปัญหาไหม?

คำตอบ: ไม่เป็นปัญหา เพราะปกติผมเป็นคนที่ไม่ใส่นาฬิกานอนอยู่แล้ว ก่อนนอนก็จะถอดนาฬิกาแล้ววางไว้ข้างๆ เตียงเสมอ ซึ่งพอมาเป็น Apple Watch ผมก็ยังคงทำแบบเดิมอยู่ ก่อนนอนก็ถอดและวางไว้ข้างๆ เตียง ที่เดียวกับแท่นชาร์จ ดังนั้นผมจึงไม่รู้สึกว่าเป็นภาระแต่อย่างใด เพราะพฤติกรรมผมยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ถ้าหากว่าต้องเดินทางนานๆ แล้วล่ะก็ เรื่องแบตเตอรี่คงเป็นปัญหาเลยล่ะ เข้า Power Saving Mode อย่างเดียว ส่วนคำว่าเดินทางนานที่ว่านี้ต้องเป็น 18-20 ชั่วโมงขึ้นไปเป็นอย่างต่ำนะ ปัจจุบันใช้งานตามปกติ 12 ชั่วโมงแบตลดไปเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50%

คำถาม: ส่วนใหญ่ใช้ Apple Watch ทำอะไร?

คำตอบ:  ดูการแจ้งเตือน และรองลงมาคือใช้ดูเวลา Siri และโทรออก รับสาย ตามลำดับ นอกเหนือจากนี้ก็ใช้เป็น Daily Activity Tracking กับแอป Tracking ตอนออกกำลังกาย สะดวกดีไม่ต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูตอนวิ่ง ยกแขนขึ้นมาดูได้เลยว่าสถานะการวิ่งเราเป็นยังไง รวมถึงเวลามีการเตือน และตอบ message สั้นๆ ตอนกำลังวิ่งก็ได้เลย ง่ายดี

คำถาม: จากคำตอบข้อที่แล้ว อธิบายให้เห็นภาพหน่อย

คำตอบ: ขอแยกเป็นเรื่องๆ ดังนี้
1. Siri - ปกติผมเป็นคนที่ใช้ Siri ค่อนข้างบ่อย และพอใช้มากๆ เข้าจนตอนนี้การใช้ Siri มันกลายเป็นความเคยชินไปซะแล้ว ส่วนเรื่องหลักๆ ที่มักบอก Siri ให้ทำให้บ่อยๆ ก็เช่น โทรออก จดโน๊ต ตั้งเตือนว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้เมื่อถึงเวลา ถามเวลา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมักถูกใช้ตอนที่หยิบ iPhone มาทำไม่สะดวก แต่ยังมี iPhone วางอยู่ใกล้ๆ (และสำหรับผมที่ยังใช้ iPhone 6 อยู่ยิ่งไม่สะดวกไปใหญ่ถ้าไม่ได้เสียบสายชาร์จทิ้งไว้ก็จะสั่ง Siri ให้ทำอะไรไม่ได้เลย) พอมาใช้ Apple Watch ก็ทำให้ยิ่งสะดวกยิ่งกว่าเดิม แค่ยกข้อมือขึ้นมาก็สั่งได้ทันที

2. โทรออก/รับสาย - เราสามารถรับสายจาก Apple Watch ได้ ทำให้เวลาเดินไปไหนมาไหนในบ้าน ก็ไม่จำเป็นต้องพกโทรศัพท์ติดตัวก็สามารถรับสายได้ตลอดเวลาแล้ว ไม่ต้องรีบวิ่งมาดูว่าใครกันนะที่โทรมา ส่วนเรื่องการโทรออกอันนี้ใช้เฉพาะตอนนึกอยากจะโทรก็โทรเลย ยกข้อมือขึ้นมาแล้วบอกให้โทรหาใครได้เลย ไม่ต้องใช้มืออีกข้างนึงไปกดเรียก Siri ไม่ต้องเดินไปหยิบโทรศัพท์แล้วค่อยโทร ตอบสนองความขี้เกียจส่วนตัวล้วนๆ จะว่าไปแล้ว ก็คือเรื่องโทรออก/รับสาย จะได้ใช้ประโยชน์ตอนอยู่ที่บ้านและไม่ได้เอา iPhone ใส่กระเป๋ากางเกงพกติดตัวนี่แหละ

3. การแจ้งเตือน - หลักๆ ไม่ต่างจาก iPhone จุดต่างกันอยู่ตรงที่การดูว่าการแจ้งเตือนนั้นคืออะไร ถ้าเป็น Apple Watch ก็แค่ยกข้อมือขึ้นมาดูเท่านั้นเอง ไม่ต้องควัก iPhone ออกจากกระเป๋า ซึ่งในหลายๆ กรณีเราไม่สะดวกเอา iPhone ออกมาดู เช่น ซ้อนวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สะพายกระเป๋าถือของพะรุงพะรัง ล้างจาน ตากผ้า หรือกำลังหั่นผักอยู่

4. Activity Tracking - ถ้าเราไม่ค่อยได้ขยับตัวนานๆ หรือเรานั่งนานเกินไป AppleWatch จะแจ้งเตือนบอกให้เรายืนบ้างนะ และดูกิจกรรมได้ตลอดว่าวันนี้เราขยับตัว ออกกำลังกาย และยืนเป็นไปตามเป้าหรือเปล่า... จริงๆ เรื่องนี้ของยี่ห้ออื่นก็ทำได้ แถมราคาถูกกว่าตั้งเยอะ

คำถาม: ไม่ต้องใช้ AppleWatch ได้ไหม?

คำตอบ: ได้ แต่ถ้าใช้ AppleWatch มันก็ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นในเรื่องที่พึ่งเล่าให้ฟังไปเมื่อกี้นี้ไง

คำถาม: เรื่องที่รู้สึกไม่โอเคกับการใช้ Apple Watch ล่ะ มีบ้างไหม?

คำตอบ: เท่าที่คิดออกมี 3 เรื่องคือ
1. แบตเตอรี่ - ถ้าเดินทางนานๆ นานมากๆ ระวังแบตหมดนะ เรียกว่าถ้าไม่เปิด Power Saving Mode นี่ต้องห้ามห่างจากแท่นชาร์จเกิน 18-20 ชั่วโมง แต่โอกาสคงน้อยมากๆ เพราะในชีวิตประจำวันเราแทบไม่เกินอยู่แล้ว ดังนั้นปัญหานี้จะเกิดเฉพาะตอนเดินทางนานๆ เท่านั้น ชีวิตประจำวันไม่ถือว่าเป็นปัญหา

2. ตอนยกแขนขึ้นมาดูเวลา - ในบางจังหวะเวลายกแขนขึ้นมาดูเวลา หน้าจอมันไม่โชว์อัตโนมัติต้องเอามือไปแตะถึงจะดูได้ แต่ก็นานๆ ที เช่นตอนนอน หรือตอนอยู่ในท่าทางแปลกๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็ถือว่าโอเค โดยเฉพาะ Watch OS2.0 นี้ Apple แก้ไขเรื่องนี้ให้ฉลาดมากกว่าเวอร์ชันก่อนหน้าเยอะอย่างค่อนข้างเห็นได้ชัด

3. ไม่มีแอป Reminder บน Apple Watch - ผมเป็นคนติดนิสัยที่ถ้านึกอะไรออกจะบอกให้ Siri จดเก็บไว้ก่อน หรือไม่ก็บอกให้เตือนเมื่อถึงเวลา เราก็แค่ยกข้อมือมาดู แต่ปัญหาก็คือ ถ้ามีการแจ้งเตือนจากแอป Reminder ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เช่น ตั้งไว้ว่าให้แจ้งเตือน 2 เรื่อง ในเวลา 18:00 น. เหมือนกัน เวลาได้รับการแจ้งเตือนใน Apple Watch มันจะบอกว่า มีการเตือน 2 อย่าง ในเวลา 18:00 น. โดยไม่บอกว่า 2 อย่างนั้นคืออะไร ต้องไปเปิดดูเองใน iPhone อีกที

4. สั่ง Siri จดโน๊ตผ่าน Apple Watch ไม่ได้ - ปกติผมจะสั่ง Siri ให้จดโน๊ตให้บ่อยมากๆ แทบจะทันทีที่นึกออกว่าจะต้องไม่ลืมอะไรเลยล่ะ แต่พอมาสั่งผ่าน Apple Watch แล้วพบว่ามันกลับตอบมาว่าให้ทำต่อในแอป Note บน iPhone แทน

5. เวลาทำงานใน MacBook พอยกข้อมือขึ้นมาดูแล้ว icon Handoff จะมาโผล่ที่ dock เสมอ dock ก็จะเลื่อนขยับดุ๊กดิ๊ก จริงๆ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่บางทีรู้สึกรำคาญที่ dock มันขยับดุ๊กดิ๊กอยู่เรื่อย (กรณีนี้เป็นปัญหากับ MacBook เครื่องนึง แต่ MacBook อีกเครื่องนึงของผมไม่เป็น ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำไม)

คำถาม: จอเล็กๆ มันจะทำอะไรยากมั้ย?

คำตอบ: ถ้าทำอะไรกับมันเยอะๆ ก็อาจจะยากก็ได้ แต่ปกติผมก็ไม่ได้ใช้แอปอะไรบน AppleWatch อยู่แล้ว เน้นดูเป็นหลัก และสถิติหรือข้อมูลอะไรที่เราอยาก monitor บ่อยๆ ก็ดึงมาแปะไว้ที่หน้าจอนาฬิกาเลย อีกอย่างถ้าจะใช้แอป แต่ละแอปก็ถูกออกแบบมาให้กดค่อนข้างง่ายเหมาะกับหน้าจออยู่แล้ว (บางจุดตอนยังไม่ชินนี่ก็แอบกดยากเหมือนกัน พอใช้ไปพักใหญ่แล้วก็ชิน และกดง่ายขึ้น) ถ้าจะทำอะไรเยอะจริงๆ ก็จะทำผ่าน iPhone เป็นหลัก เรื่องหน้าจอเล็กจึงไม่รู้สึกเป็นปัญหา

คำถาม: ความทนทาน และเรื่องกันน้ำล่ะ?

คำตอบ: ตอบได้ยากนิดนึง เพราะยังใช้มาไม่นาน ซึ่งทุกวันนี้ก็พยายามใช้แบบไม่ทนุถนอมมันเท่าไหร่ ใช้ให้เหมือนกับนาฬิกาปกติที่เคยใส่ๆ มานี่แหละ ก็ยังโอเคดี ไม่มีเคส ไม่มีฟิล์ม ไม่กังวลเรื่องเปียกแล้วจะน้ำเข้า เครื่องเสียอะไร ถ้าโดนน้ำนิดหน่อยแล้วพัง โดนอะไรที่จอนิดหน่อยแล้วเป็นรอยนี่ผมถือว่า Apple ทำของออกมาได้กระจอกมาก ถ้าเทียบกับราคาขนาดนี้

คำถาม: คิดว่ามันสวยมั้ย?

คำตอบ: ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ค่อยสวย ถ้าเทียบกับนาฬิกาสวิซส์ในดวงใจของผม แต่อย่าเอาไปเทียบกับนาฬิกาเลย เพราะผมไม่เคยใช้หรือมองในมุมที่มันเป็นนาฬิกาอยู่แล้ว แต่ถ้ามองว่ามันเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้สำหรับช่วยให้เข้าถึง iPhone ได้ง่ายขึ้น ผมว่ามันก็สวยในแบบของมัน โดยเฉพาะรุ่น Stainless นี่สวยกว่าที่เห็นบนเว็บเยอะ แวววาว วาววับเลยล่ะ ส่วนตัวก็อยากได้รุ่นนี้แต่ผมคิดว่าไม่คุ้มค่าที่จะซื้อมาใช้แค่นี้ ในราคาที่แพงขึ้นขนาดนั้นผมว่ามันควรจะทำอะไรได้มากกว่านี้

คำถาม: Watch OS 1 กับ 2 ต่างกันยังไง?

คำตอบ: Watch OS2 เร็ว และฉลาดขึ้นเยอะ โดยเฉพาะเรื่องยกแขนขึ้นมาดูเวลาทำได้ดีขึ้นมาก เวอร์ชั่นก่อนหน้าบอกตามตรงว่ามันไม่ฉลาดเอาเสียเลย บางทีถึงกับหงุดหงิดตอนจะดูเวลา ตอนนี้แก้แล้ว ใครยังไม่อัพ ก็ควรอัพ

คำถาม: ยืนคุยกับนาฬิกาตัวเอง รู้สึกตลกไหม?

คำตอบ: ถ้าหมายถึงตอนสั่ง Siri ปกติใช้ตอนที่อยู่บ้านเลยไม่ได้รู้สึกตลก แต่สำหรับตอนอยู่นอกบ้านผมยังรู้สึกแปลกๆ ซึ่งตรงนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับผม เพราะปกติจะใส่หูฟังตลอดเวลา และใช้วิธีกดหูฟังสั่ง Siri ใน iPhone ในแบบที่เคยทำมาเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถ้าหมายถึงตอนคุยโทรศัพท์ อันนี้ก็ใช้ตอนอยู่บ้านเหมือนกัน ซึ่งปกติก็ไม่ได้ยกข้อมือมาคุย ก็ทำงานไปตามปกติ ล้างจาน หั่นผัก ตากผ้า ทำงานไปตามปกติ ไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาด หรือตลกตัวเองอะไร คล้ายกับเปิด speaker ของ iPhone แล้วเอา iPhone มาวางข้างๆ แต่สะดวกกว่านั้นคือมันติดอยู่ตรงข้อมือเราเองนี่ไง ไปไหนไปด้วยกันทุกที่ ดูเหมือนว่าเราจะสะดวกมากขึ้นเสียอีก

คำถาม: อย่างอื่นที่ชอบมีอะไรอีกไหม?

คำตอบ: เวลาถอด Apple Watch ออกจากข้อมือ คนอื่นจะ access เข้าใช้งานอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเราไม่ได้เลย ต้องใส่รหัสผ่านก่อน หรือสั่งปลดล็อคจาก iPhone ก็ได้ รู้สึกปลอดภัยดี กับปกติเมื่อ Apple Watch ชาร์ตและวางตะแคงอยู่มันจะเข้าโหมดนาฬิกา และปกติผมจะวาง Apple Watch ไว้บนเตียงนอน หากจะดูเวลายกขึ้นมาหน้าจอก็เปิดเลยอัตโนมัติ หรือถ้าไม่อยากยก ผมก็จะเอามือตบเตียงนอนเบาๆ หน้าจอก็จะเปิดเอง

คำถาม: จะใช้ Apple Watch ต่อไปไหม?

คำตอบ: ใช้ต่อไปแน่นอน ถ้ามีรุ่นต่อๆ ไปอีก ก็จะซื้ออีก

สรุป

  1. ถ้าขยันหยิบ iPhone ขึ้นมาดูเองบ่อยๆ ก็ไม่ต้องใช้ Apple Watch ก็ได้
  2. ถ้าไม่ค่อยได้พก iPhone ติดตัวตลอดเวลาตอนอยู่บ้าน และเป็นคนที่แคร์กับการแจ้งเตือน หรือสายโทรเข้า ก็เหมาะที่จะหามาใช้ 
  3. ถ้าไม่ได้ใช้ iPhone อยู่แล้วก็อย่าซื้อเลย
  4. มันไม่ใช่นาฬิกา ถ้าคิดจะซื้อมาเพราะว่าจะใช้มันเป็นนาฬืกา อย่าซื้อเลย
  5. ถ้าคิดว่าจะซื้อมา แล้วเอาไว้เล่นแอปนั้นแอปนี้ กดเล่นตลอดเวลา อย่าซื้อเลย ใช้ iPhone อย่างเดียวแหละดีแล้ว
  6. ถ้าจะลงแอป ควรลงแอปที่มี complication หรือเอามาแปะไว้บนหน้านาฬิกาได้ ยกขึ้นมาดูแล้วเห็นเลย ส่วนใหญ่เป็นแอปดูสถานะปัจจุบัน เช่น การกินน้ำ กิจกรรม ออกกำลังกาย อุณหภูมิ todo
  7. ใช้ไปสักพักแล้วรู้สึกว่ามันดีกว่าที่คิดไว้ตอนแรกมาก
  8. หน้าที่หลักของมันคือเอาไว้ forward การแจ้งเตือน (รวมสายโทรเข้า) ต่างๆ จาก iPhone มาที่ข้อมือ และยกขึ้นมาอ่านได้แบบเร็วๆ ไม่ต้องควัก iPhone
  9. ตอนออกกำลังกายข้างนอกปกติก็พกโทรศัพท์ติดตัวอยู่แล้ว เผื่อกรณีฉุกเฉินจะได้โทรติดต่อคนอื่นได้ ทำให้เอาเข้าจริงๆ GPS ใน Apple Watch จะมีหรือไม่มีก็ได้ 
  10. Apple ขายของได้แย่มาก แย่ซะจนผมรู้สึกว่า Apple Watch ไม่น่าใช้เลยสักนิดเดียว พอมาลองใช้แล้วก็ถือว่าโอเคกว่าที่คิดไว้ตอนแรกมากๆ 
  11. จากคนที่ไม่เคยคิดจะใช้ กลับกลายเป็นคนที่อยากใช้อีกต่อไปเรื่อยๆ 
  12. ข้อมือทั่วๆ ไปใช้ขนาดหน้าจอ 38 มม. ก็พอ ใช้ 42 มม. ดูใหญ่และน่าเกลียดแปลกๆ
  13. แถมท้ายด้วยคลิปทดสอบว่า Apple Watch กันน้ำได้ดีแค่ไหน https://www.youtube.com/watch?v=zW5CxZioIkk